หนุ่มวัยละอ่อนซิ่งกลับบ้าน เสยท้ายสิบล้อสยอง แม่ร่ำไห้กอดศพ

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMyNDI2L25ld3MwMy5qcGc=

โจ๋หนุ่มวัยละอ่อน ซิ่งจักรยานยนต์แข่งกับเพื่อน เพื่อกลับบ้าน หลังฉลองงานปาร์ตี้วันเกิด พลาดท่าเสยท้ายบรรทุก18 ล้อ เจ็บ 1 ดับ 1

เมื่อเวลา 00.30 น.วันที่ 15 ม.ค. 59 พ.ต.ท.ธนกร  พิมผการ พนักงานสอบสวน สภ.เขาเขียว ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถบรรทุก มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดบนสะพานสาย 7 ตอน 2 ขาเข้า พัทยา กม.118-119 ม.4 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งพร้อมมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยาฯ รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า มีโอ 125 สี แดง-ดำ ทะเบียน จลง 368 ชลบุรี สภาพรถ ด้านหน้ารถพังยับเยิน ข้างกันพบศพ นายโน้ต (นามสมมติ) อายุ 17 ปี สภาพศพนอนหงายสวมใส่เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำ กางเกงยีนขายาวสีดำ จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า คลิก สี ดำ-เทา ทะเบียน จษน-742 ชลบุรี เป็นรถของเพื่อนผู้ตายได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งรักษาที่ด่วนที่โรงบาลบางละมุง

สอบสวน เพื่อนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนและเพื่อนๆ กว่า 10 คน ได้ไปเลี้ยงฉลองงานวันเกิดที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง ย่านแหลมฉบัง หลังเลิกกินได้ชักชวนกันกลับบ้านที่พัทยา โดยใช้เส้นทางถนน สาย 7 ตอน 2 เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่มีด่านตรวจ ระหว่างที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์กลับ ผู้เสียชีวิตกับผู้บาดเจ็บ ได้เร่งเครื่องแซงไปก่อน ตนก็ขับตามหลัง เห็นว่าผู้เสียชีวิตขี่ไปด้วยความเร็ว แต่จู่ๆ รถเสียหลักไปชนท้ายรถบรรทุก 18 ล้อ ตนมองเห็นจากระยะไกลๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดเหตุอย่างไร ถามเพื่อนคนที่เจ็บก็พูดอะไรมากไม่ได้ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยเหลือ

เบื้องต้นจากการสอบสวน ยังไม่ทราบแน่ชัดจากการเกิดเหตุครั้งว่ามาจากสาเหตุได แต่ที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตได้ขี่ด้วยความเร็วจนไปเสยท้ายบรรทุก 18 ล้อ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องตามไปสอบสวนผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลต่อ เพื่อหาข้อมูลการเกิดเหตุในครั้งนี้ ส่วนรถบรรทุกทางเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและนำตัวคนขับมาสอบสวนต่อไป

นาทีบุกจับ นายกท่าขนอม ว่าจ้างกราดยิงรีสอร์ทเกาะพงัน

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMyMTcwL25ld3MxMS5qcGc=

ตำรวจสุราษฎร์ธานี บุกจับนายกเทศมนตรีตำบลท่าขนอน หลังจ้างวานมือปืนยิงเข้าใส่บังกะโล ย่านหาดริ้น เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เหตุจากขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำกำลังตำรวจพร้อมหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 139 หมู่ 1 ต.ท่าขนอน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี และจับกุม นายชนินทร์ เพชรศรี อายุ 54 ปี นายกเทศมนตรีตำบลท่าขนอน ผู้จ้างวาน นายสิหนาถ ชัยพินิจ อายุ 62 ปี และ นายจิรัฎฐ์ ขวดแก้ว อายุ 38 ปี

2 คนร้ายใช้อาวุธปืน .38 ยิงเข้าใส่บังกะโลพาลิต้า ลอร์ด หาดริ้น อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเช้ามืดวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากตำรวจจับกุม นายจรงค์ หงส์ทอง อายุ 38 ปี ชาว อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ผู้จัดการบังกะโลช้างเผือกและสิมิลันบาร์ ที่อยู่ติดกัน

จากการตรวจค้นในบ้านนายชนินทร์พบอาวุธปืน ขนาด .38, 9 มม.,11 มม. รวม 3 กระบอกและกระสุนจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ได้เข้าค้นบ้าน นายสิหนาถ และ นายจิรัฎฐ์ ที่ยังหลบหนีพบอาวุธปืน .38 ที่ใช้ในการก่อเหตุ จึงแจ้งข้อหา นายชนินทร์ ใช้บังคับขู่เข็ญจ้างวานหรือยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใดก่อให้ผู้อื่นกระทำผิด ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

เบื้องต้นให้การปฏิเสธทั้งหมดและแจ้งข้อหา นายสิหนาถ กับ นายจิรัฎฐ์ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตร่วมกันพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่จนทราบว่า สาเหตุมาจากความขัดแย้งการทำธุรกิจ เบื้องต้นทราบว่า บังกะโลช้างเผือกและสิมิลันบาร์ที่หาดริ้นเป็นของ นายชนินทร์ ได้ให้ชาวรัสเซียเป็นผู้เช่าทำธุรกิจ ถูกร้องเรียนว่า จัดปาร์ตี้เปิดเพลงส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านและบังกะโลใกล้เคียงจนถูกจับกุม ต่อมาชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวหาดริ้นได้มีมติให้สิมิลันบาร์หยุดประกอบการ ทำให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ไม่พอใจจ้างนายสิหนาถ และนายจิรัฎฐ์มาก่อเหตุยิงดังกล่าว

พ่อค้าเกาะล้านโร่หาตำรวจ ยันไม่ได้ขู่คนจีนซื้อกระเป๋าหลักหมื่น

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMxNDk4L25ld3MxMC5qcGc=

กรณีนักท่องเที่ยวจีนแจ้งความถูกพ่อค้าข่มขู่บังคับให้ซื้อกระเป๋าที่เกาะล้าน ล่าสุดตำรวจตามตัวพ่อค้ามาสอบสวน เจ้าตัวยืนยันไม่ได้ข่มขู่ คาดผู้เสียหายกุเรื่องนำเอกสารแจ้งความไปเครมประกัน

จากกรณีเมื่อกลางดึกวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นายเชน ลี อายุ 43 ปี และ นายซู กุนหมิง อายุ 45 ปี นักท่องเที่ยวชาวจีน พร้อมกับไกด์นำเที่ยว เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมคิด สิทธิศาสตร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่าเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันเดียวกันนั้น ได้ถูกพ่อค้าขายกระเป๋าสะพาย บริเวณชายหาดตาแหวน เกาะล้าน ขู่บังคับให้ซื้อสินค้ากระเป๋าหนังสะพาย รวม 4 ใบ คิดเป็นเงินไทยมูลค่ารวมประมาณ 12,000 บาท  ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินจริง และหากไม่ซื้อจะถูกทำร้ายร่างกาย ตัวเองเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงเดินทางเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (14 ม.ค.) พ.ต.อ.สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนเดินทางไปตรวจสอบที่หาดตาแหวน พร้อมกับนำตัว นายอภิชาอายุ 45 ปี พ่อค้าขายกระเป๋าที่ถูกนักท่องเที่ยวจีนกล่าวหา มาทำการสอบสวน นายอภิชา ให้การว่า ปกติตนมีอาชีพขายกระเป๋าอยู่ที่เกาะล้านมานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไรกับนักท่องเที่ยว

โดยเมื่อช่วงเที่ยงของวันที่เกิดเหตุ ไกด์ได้พากรุ๊ปทัวร์ชาวจีนนับ 10 คน เดินทางไปเที่ยวที่หาดตาแหวน ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวนั่งอยู่ร่มเตียงชายหาดนั้น ตนได้เดินเข้าเสนอขายกระเป๋าหนังแบบสะพายและเข็มขัดหนังให้ด้วยความสุภาพนอบน้อม ต่อมามีนักท่องเที่ยวชายชาวจีน 2 คน สนใจซื้อกระเป๋าคนละ 2 ใบ และเข็มขัดหนังอีก 1 เส้น โดยทั้งคู่ได้ชำระเป็นเงินสกุลหยวนจำนวน 1,800 หยวน และเงินไทยอีก 2,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม ตนขอยืนยันไม่ได้บังคับให้ซื้อหรือข่มขู่จะทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ.สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า กรณีนี้เมื่อมีคนเข้าแจ้งความทางตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะส่งชุดสืบสวนออกไปตามตัวพ่อค้าขายกระเป๋ารายนี้มาทำการสอบปากคำ พร้อมทั้งสอบสวนพยานแวดล้อม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่ง นายอภิชา ยืนยันว่าไม่ได้ข่มขู่จะทำร้ายนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด และไม่มีพยานยืนยันว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง

นอกจากนี้ยังได้ให้ตำรวจไปตามผู้เสียหายที่พักอยู่โรงแรม ปรากฏว่าได้เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว เบื้องต้นจึงเชื่อว่า ผู้เสียหายน่าจะกุเรื่องขึ้นมาเพื่อนำหลักฐานเอกสารการแจ้งความไปเบิกเอาเงินประกันภัยในประเทศบ้านเกิด จึงอยากฝากเตือนไปยังมัคคุเทศก์และนักท่องเที่ยว ถ้ามีกรณีแจ้งความเท็จไม่ว่าจะกรณีใดๆ หากตำรวจทราบจะดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายทันทีไม่มีข้อยกเว้น

แต่งแล้ว! บีม กวี จูงมือแฟนสาว เข้าพิธีหมั้นแบบไทยๆ

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMwMzM4LzcwMC5qcGc=

ต้องขอแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวคู่ใหม่ หนุ่ม “บีม กวี” ดารานักแสดง และนักร้องวงบอยแบนด์ในตำนานอย่าง D2B ที่เพิ่งจูงมือแฟนสาว ออย อฏิพรณ์ เข้าพิธีแต่งงานแบบไทยๆ ไปเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 ม.ค.) ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ หลังจากคบหาดูใจกันมากว่า 12 ปี

โดยบรรยากาศช่วงเช้าภายในงานเต็มไปด้วยความรักและอบอุ่น พร้อมหน้าทั้งเพื่อนๆ และญาติๆ ที่มาเป็นสักขีพยานในความรักของทั้งคู่ บีมบรรจงสวมแหวนหมั้น และมีการตักบาตรร่วมขัน ส่วนเจ้าบ่าวเจ้าสาวนั้นแต่งชุดไทย ผ้าไหมสีทองสวยหล่อเหมาะสมกันทั้งคู่ รวมถึงใบหน้าที่ดูมีความสุขมาก ก่อนที่จะมีพิธีฉลองมงคลสมรสในค่ำวันนี้

ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับบีม ออย ด้วยนะค่ะ

ลูกนายตร.สุโขทัย คุกเข่าร่ำไห้ขอโทษพ่อ ก่อนคอตกเข้าห้องขัง โดนล่อซื้อยาบ้า-ไอซ์

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI5NjIyLzEuanBn

ลูกตร.สุโขทัย ร่ำไห้คุกเข่าขอโทษพ่อ ก่อนคอตกเข้าห้องขัง หลังตำรวจล่อซื้อยาบ้า แล้วโดนซัดทอด จนมุมคาของกลางพันเม็ด-ยาไอซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ภพ มัลเชษฐ์ ผกก.สภ.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย มอบหมายให้ พ.ต.ต.ธัญญา กุลศิริ สารวัตรสืบสวน นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองเก่า ล่อซื้อยาบ้า 1,000 เม็ด จากนายเกรียงศักดิ์ อายุ 26 ปี ชาว ต.ธานี อ.เมืองสุโขทัย โดยนัดส่งของภายในตลาดสด

เมื่อถึงเวลานัด นายเกรียงศักดิ์ ได้ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีแดง ทะเบียน ขกข 232 สุโขทัย นำยาบ้ามาส่งให้กับสายที่ล่อซื้อ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุมทันที นายเกรียงศักดิ์ ให้การซัดทอดว่ายาบ้าเป็นของ นายสุธี อายุ 24 ปี เป็นลูกชายของนายตำรวจคนหนึ่งที่รับราชการอยู่ใน จ.สุโขทัย

เจ้าหน้าที่จึงตามไปจับกุม นายสุธี ได้ขณะกำลังจะขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ทะเบียน 1 กง 2236 สุโขทัย ออกจากบ้าน พร้อมเจอยาบ้าอีก 1,000 เม็ด และยาไอซ์ 1.86 กรัม ทิ้งอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ จึงคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาสอบสวนที่ สภ.เมืองเก่า

ทั้งนี้ ระหว่างสอบปากคำ พ่อของ นายสุธี ที่เป็นนายตำรวจได้เดินทางมาดูลูกชายที่โรงพัก ทันทีที่เห็นหน้าพ่อ นายสุธี ก็ถึงกับร่ำไห้กล่าวขอโทษพร้อมก้มกราบแทบเท้าพ่อ

ขณะที่ผู้เป็นพ่อก็ได้กล่าวตำหนิลูกชายทั้งน้ำตาว่า “ทำแบบนี้ทำไปเพื่ออะไร เพื่อเงินเหรอ เงินทองพ่อก็ให้ใช้ตลอด เคยนึกถึงพ่อบ้างไหมว่าจะต้องถูกเจ้านายตำหนิ ความผิดของลูกครั้งนี้พ่อไม่สามารถช่วยได้ ลูกต้องรับผิดชอบเอง”

คนร้ายยิงสายตรวจ สน.แสมดำ บาดเจ็บ ก่อนหลบหนี

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI4OTYyL25ld3MxMS5qcGc=

คนร้ายกระหน่ำยิงเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.แสมดำ บาดเจ็บ ขณะไล่ล่าขอตรวจค้น ก่อนหลบหนี นำตัวส่งโรงพยาบาลสมุทรสาครแล้ว

เมื่อช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา (10 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.แสมดำ ได้รับแจ้งจากกู้ภัยแสมดำ 123 ว่าด.ต.เกรียงศักดิ์ คงแจ่ม เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.แสมดำ ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธยิง กระสุนเข้าที่บริเวณลำคอได้รับบาดเจ็บ โดยเหตุเกิดภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก ใกล้กับวัดพรหมรังษี

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ด.ต.เกรียงศักดิ์ และ ส.ต.ต.ณัฐพร ศรีวิเศษ ผบ.หมู่ ป. สน.แสมดำ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ออกตรวจพื้นที่ เมื่อถึงปั๊มน้ำมัน ปตท. ถ.พระราม 2 พบชายต้องสงสัย สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า นูโว สีเทา ดำ หมายเลขทะเบียน ปนก-672 กรุงเทพมหานคร ท่าทีมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้น

จากนั้น คนร้ายได้ขัดขืนก่อนขับขี่รถหลบหนี ตำรวจทั้งสองจึงได้ไล่ติดตาม เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุรถ จักรยานยนต์ของชายคนดังกล่าวเกิดน้ำมันหมด จึงทิ้งรถและวิ่งหลบหนี ทำให้ ด.ต.เกรียงศักดิ์ วิ่งไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด ก่อนถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ 6 นัด จนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

หลังก่อเหตุ คนร้ายได้หลบหนีไปทาง จ.สมุทรสาคร โดยเจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ส่วน ด.ต.เกรียงศักดิ์ที่ได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสมุทรสาคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด พ.ต.ท.รชต พัฒนพงษ์ สว.สส. สน.แสมดำ เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้สามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว คือ นายปิติพล พงษ์ถาวร อายุ 26 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ จากการสอบสวนให้การรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือยิง ด.ต.เกรียงศักดิ์ จริง เนื่องจากตกใจ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ยังไม่พบหลักฐาน คาดว่าอาจจะทิ้งระหว่างหลบหนี ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่ากับ นายปิติพล แล้ว โดยจะนำตัวไปฝากขังในวันนี้ และจะรวบรวมสำนวนคดีส่งฟ้องศาลต่อไป ส่วน ด.ต.เกรียงศักดิ์ ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

พยานเห็นเหตุการณ์ “ดีเจเก่ง” แจ้งความ หลังโซเชียลรุมด่า

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI4Njk0L2V3ZXJ0Zy5qcGc=

จากเหตุการณ์ในคลิป “ดีเจเก่ง” มีผู้โพสต์ข้อความระบุอยู่ในเหตุการณ์ และเห็นว่ารถยนต์ยาริสสีแดงพยายามขับเบียดรถกระบะของดีเจเก่งเพื่อแซง แต่รถกระบะไม่ให้แซง ทำให้คนขับรถยนต์ไม่พอใจยกนิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ด่าทอ ก่อนจะเกิดเป็นคลิปรถกระบะถอยชนรถยนต์นั้น

เวลา 10.00 น. (9 ม.ค.) น.ส.สุริยาพร อายุ 33 ปี ลูกพี่ลูกน้อง ของ น.ส.สุมาลี อายุ 33 ปี ผู้โพสต์ข้อความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแอดมินเพจ youlike (คลิปเด็ด) เนื่องจากมีผู้ไม่หวังดีแคปภาพโพสต์ข้อความบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของน.ส.สุมาลี ไปลงในเพจดังกล่าว ทำให้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นและต่อว่าน.ส.สุมาลี ส่งผลให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

น.ส.สุริยาพร กล่าวว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา น.ส.สุมาลี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเล่าถึงเหตุการณ์ขณะที่รถกระบะและรถคู่กรณีกระทบกระทั่งกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ในข้อมูลระบุข้อความว่า น้องสาวนั่งรถแท็กซี่คันที่ต่อท้ายรถยนต์สีแดง พบว่ารถยนต์พยายามจะเบียดแซงรถกระบะแต่คนขับรถกระบะไม่ยอม

ระหว่างนั้นพบว่าคนขับได้ชูนิ้วกลางให้กับรถกระบะ ก่อนที่ทั้งคู่จะมาติดไฟแดง คนขับรถยนต์เดินลงมาเคาะกระจกของรถกระบะ ระหว่างนั้นสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวก่อนรถกระบะขับเดินหน้าไป ต่อมาจึงเปลี่ยนใจถอยหลังกลับมาชนรถยนต์ ขณะที่น้องสาวโพสต์ลงเฟซบุ๊กนั้น ยังไม่ได้เห็นคลิปภาพวิดีโอเหตุการณ์ เพียงแค่เล่าไปตามเหตุการณ์ที่พบเห็นเท่านั้น

หลังจากนั้นก็มีผู้ไม่หวังดีแคปภาพข้อความของน้องสาวไปลงเพจ youlike(คลิปเด็ด) โดยมีการเซ็นเซอร์ใบหน้าและชื่อเพียงบางส่วนเท่านั้น และยังมีการติดแฮชแท็กว่า “ทีมกระบะดำดีเจเก่ง” จนเป็นเหตุให้มีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำหยาบคายเป็นจำนวนมาก

เบื้องต้นเชื่อว่าผู้ที่นำข้อความไปโพสต์นั้นน่าจะเป็นเพื่อนของน้องสาวเนื่องจากเฟซบุ๊กดังกล่าว ไม่ได้เปิดเป็นแบบสาธารณะ ผู้ที่เข้ามาดูมีแต่คนสนิทเท่านั้น ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้านนายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) คนขับรถแท็กซี่บริเวณจุดเกิด เปิดเผยว่า ขณะขับรถในช่องซ้ายสุด ได้ยินเสียงรถชนกันมาจากช่องขวาสุด จึงหันไปดู เห็นรถยนต์สีแดงชนท้ายรถกระบะสีดำแต่ไม่รู้ว่าใครชนใครก่อน กันชนแตกหักนิดหน่อยไม่แรงมาก พอหันไปดูอีกครั้งเห็นรถกระบะสีดำขับไปข้างหน้า คิดว่าในใจจะหนีหรือเปล่า

ทันใดนั้นเห็นรถยนต์สีแดงพุ่งชนรถกระบะสีดำอีกครั้งและเห็นคนขับรถยนต์สีแดงเดินลงมาจากรถ ทำท่าเหมือนจะไปที่รถกระบะสีดำ แต่รถกระบะสีดำขับไปข้างหน้าก่อนทำให้คนขับรถยนต์สีแดงเดินไปไม่ทันถึงรถกระบะสีดำ และกลับมาขึ้นรถของตัวเองก่อน

จังหวะนั้นเห็นรถกระบะสีดำถอยมาชนอย่างแรง เท่ากับเป็นการชนกันครั้งที่ 3 จากนั้นรถกระบะสีดำขับรถไปข้างหน้าและถอยมาชนอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 จังหวะชุลมุนตนจึงขับรถไป ไม่ทันเห็นจังหวะที่มีการลงมาจากรถ ส่วนตัวไม่รู้จักกับดีเจเก่ง และไม่เคยเป็นแฟนรายการ ไม่ได้ชื่นชอบส่วนตัว แค่อยากเล่าข้อเท็จจริงในส่วนที่เห็น ตอนนั้นไม่เห็นใครชูนิ้วแต่อย่างใด

ส่วนรถที่ถ่ายคลิปน่าจะอยู่เลนขวา ทั้งนี้ช่วงที่เห็นเหตุการณ์อยู่ห่างจากรถที่ชนกันประมาณ 2 เมตรเศษ ทั้งนี้ ยินดีให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ